ปัจจุบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา จนเกิดภาพความแตกต่างระหว่างประเทศที่มีความพร้อมทาง ICTกับประเทศที่ขาดแคลนที่เรียกว่า Digital Divide
ในขณะเดียวกันประเทศทั่วโลกต่างมุ่งสร้างสังคมใหม่ให้เป็นสังคมที่ใช้ความรู้เป็นฐาน (Knowledge Based Society) จนเกิดภาพความแตกต่างระหว่างสังคมที่สมบูรณ์ด้วยความรู้กับสังคมที่ด้อยความรู้ ที่เรียกว่า Knowledge Divide
ในยุคของการปฏิรูปการศึกษา เราเร่งพัฒนาการศึกษาให้การศึกษาไปพัฒนาคุณภาพของคน เพื่อให้คนไปช่วยพัฒนาประเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) จึงเป็นเครื่องมือที่มีพลานุภาพสูงในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการศึกษา เช่น ช่วยนำการศึกษาให้เข้าถึงประชาชน (Access) ส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่องนอกระบบโรงเรียนและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ช่วยจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อการบริหารและจัดการ ช่วยเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการจัดทำข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล การเก็บรักษา และการเรียกใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ในงานจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยการเรียนการสอน
แต่การให้ความสนใจกับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนก็อาจหลงทางได้ ถ้าผู้บริหารสถานศึกษายึดถือการมีเทคโนโลยีเป็นจุดหมายปลายทางของการศึกษา แทนที่จะยึดถือผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นจุดหมาย ปรากฎการณ์ของการหลงทางจะพบเห็นในการประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อมทางระบบคอมพิวเตอร์ การมีเครือข่ายโยงเข้า Internet สะดวก ผู้เรียนเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี และมีโอกาสใช้ได้เต็มที่ แต่ในบางสถานศึกษาผู้เรียนอาจใช้เทคโนโลยีไม่คุ้มค่า ขาดเป้าหมายในการเรียนรู้สาระสำคัญตามหลักสูตรวิชาต่าง ๆ และขาดโอกาสในการใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนากระบวนการทางปัญญาอย่างแท้จริง

(อ่านเพิ่มเติม)

Advertisements

สื่อการเรียนรู้ในแท็บเล็ตของนักเรียน ป. 1 คลิกทดลองเรียน http://dekthai.net/main.html

คลิกทดลองเรียน www.dekthai.net

Posted by: krunugool | พฤษภาคม 9, 2012

สื่อการเรียนการสอน

สื่อ  หมายถึง  วิวัฒนาการการเรียนการสอนที่เน้นความง่ายต่อการเข้าใจของผู้เรียน  เพราะสื่อจะรวมทั้งคำว่า “ทฤษฎี” และ “ปฏิบัติ” เข้าด้วยกันจึงทำให้ผู้เรียนเห็นภาพประกอบไปด้วย   และทำให้ผู้เรียนได้รับองค์ความรู้อย่างเต็มที่  เพราะว่าสื่อการเรียนการสอนเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนให้เข้าใจในบทเรียนและช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้    ดังนั้นสื่อการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้สอนควรเอาใจใส่  พิถีพิถันในการเลือกให้แก่ผู้เรียน  หรือสภาพแวดล้อมของสถานที่เรียน   และตระหนักถึงความสำคัญของสื่อการเรียนการสอนว่าเป็นสิ่งสำสำคัญ  เป็นตัวกลางหรือช่องทางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ  อีกทั้งสามารถบูรณาการให้เข้ากับหลากหลายวิชาได้

ผู้เรียนจะบรรลุจุดประสงค์การเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น  ผู้สอนจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในศาสตร์นั้นๆ  และจะต้องมีเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อสามารถถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่างๆไปสู่ผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ หรือมีการใช้สื่อการเรียนการสอนที่น่าสนใจ ผู้สอนจะต้องมีความหลากหลายในการสอนและหาเทคนิควิธีหรือนวัตกรรมสื่อใหม่ ๆ มาใช้ควบคู่กับการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจถึงสาระการเรียนรู้ของแต่ละวิชาที่ผู้เรียนได้เรียนรู้วิชานั้นและสามารถนำมาประยุกต์ใช้และเกิดทักษะทางด้านกระบวนการคิดที่จะนำไปใช้บูรณาการกับหลากหลายสาระวิชา

บทบาทของสื่อการสอน   คือ   สื่อจะทำให้ครูมีความมั่นใจในการสอนมากขึ้น เพราะมีความหลากหลาย  และน่าสนใจ  สื่อยังเป็นสิ่งที่ใช้พัฒนาผู้เรียนได้  ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์  เรียนรู้อย่างชัดเจน   และทำให้ผู้เรียนสนใจเรียนมากขึ้นด้วย

สื่อการสอน   มี  4  ประเภท  คือ  สื่อวัสดุ   สื่ออุปกรณ์   สื่อเทคนิคหรือวิธีการ  และ สื่อคอมพิวเตอร์

ดังนั้นจึงสรุปว่าการวางแผนอย่างเป็นระบบในการใช้สื่อการเรียนการสอน หรือการเตรียมสื่อที่ดีนั้นสำคัญมาก  เพราะเป็นแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจที่จะใช้สื่อการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้สูงสุดตามความสามารถของแต่ละคน  และสามารถเป็นตัวอย่างเพื่อนำไปเรียนรู้ได้ทุกที่และตลอดเวลา

ทุกวันนี้คำว่า “เว็บไซต์ โซเชียล เน็ตเวิร์ก” หรือ “เครือข่ายสังคมออนไลน์” ไม่ใช่คำใหม่ในสังคมอีกแล้ว โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ทำให้โลกปัจจุบันกลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดนไปแล้ว
ทว่า การเข้ามาของเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ก็เป็นเสมือน “ดาบสองคม” ที่มีทั้งด้านดี และด้านเสีย ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ใช้จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือเกิดโทษแก่ตัวเอง
ในด้านการพัฒนาการศึกษาโดยอาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นทุกวัน “โซเชียล เน็ตเวิร์ก” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้ครูผู้สอน และนักเรียนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น นอกเหนือจากเวลาที่อยู่ในห้องเรียน  ดังเช่นที่ “คณะกรรมการด้านการศึกษา” ของรัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐฯ เพิ่งจะมีมติไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ในการเห็นชอบที่จะกำหนดนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เกี่ยวกับการนำเอา “โชเชียล เน็ตเวิร์ก” มาใช้ในฐานะเครื่องมือการเรียนการสอน
ยกตัวอย่างในกรณีของ “เฟชบุ๊ก” หรือ “มาย สเปช” เว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยม ซึ่งทางคณะกรรมการฯ เล็งเห็นว่า แทนที่บรรดาเด็กนักเรียนจะอาศัยเว็บไซต์เครือข่ายฯ เหล่านี้ ในการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือใช้เป็นพื้นที่ในการบอกกล่าวความรู้สึกของตนต่อคนรอบข้างเพียงอย่างเดียว แต่แอพลิเคชั่น หรือฟังก์ชั่นต่างๆ ของเว็บไซต์เหล่านี้ ยังสามารถเชื่อมโยงพวกเขากับสถาบันการศึกษา หรืออาจารย์ผู้สอนได้ด้วย เช่น การสั่งรายงาน ส่งการบ้าน หรือแม้กระทั่งแจ้งเตือนเกี่ยวกับวันเวลาสอบ เป็นต้น
…ขณะเดียวกัน การที่ครูเข้ามาอยู่ในเครือข่ายสังคมออนไลน์ยังสามารถเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้เป็นหูเป็นตา ในการสอดส่องดูแลผู้ไม่ประสงค์ดีที่อาศัยช่องทางการติดต่อสื่อสารไร้พรมแดนนี้ เข้ามาสร้างความเสียหาย หรือก่อภัยคุกคาม โดยเฉพาะอาชญากรรมเกี่ยวกับเรื่องเพศแก่พวกเด็กๆ ได้ ดังที่มีข่าวครึกดครมอยู่บ่อยๆ กรณีของ “คิมิยะ ฮากิกิ” นักเรียนสาววัย 17 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับเกรด 11 ของโรงเรียนแลงเลย์ ไฮสคูล ก็อีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ในการพัฒนาทักษะการเรียนรู้
โดยก่อนหน้านี้เธอมีปัญหาเกี่ยวกับการเขียนเช่นเดียวกับนักเรียนส่วนใหญ่ในชั้นเรียนวิชาภาษาอังกฤษของ “อ.อูเบรย์ ลุดวิก” ทว่าครูผู้สอนของเธอได้แนะนำให้เธอ และเพื่อนในชั้นเรียนใช้ “ทวิตเตอร์” ส่งข้อความหากัน แล้วผลที่ออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ เมื่อปัญหาการเขียนที่เคยเยิ่นเย้อ และประณีตเกินไปก่อนหน้าได้รับการแก้ไข อันเป็นผลจากการ “ทวิต” ข้อความซึ่งมีการจำกัดอักขระอยู่ที่ไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อครั้งเท่านั้นนั่นเอง

ขอบคุณที่มาจาก สยามรัฐ http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/44965

หมวดหมู่